ภาษาไทย
เข้าสู่ระบบ!! บทความ


สถิติของเวบไซต์
เปิดเวบเมื่อ 03/12/2552
ปรับปรุงเวบเมื่อ 01/04/2561
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 24


หมวดหมู่สินค้า/บริการ
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (24)
 ชุดมิราเคิลแอดวานซ์
 ชุดมิราเคิลขาวใส 360 องศา ขาวใส 7 วัน
 มิราเคิลชีวิด
 ชุดโสมสาหร่ายไฮโซ
 NAX ทิชชู่กลูต้า



จดหมายข่าว
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ








บทความ
สิวอักเสบ ประเภทและ การรักษา (อ่าน 6105/ตอบ 0)

สิวอักเสบ ประเภทและ การรักษา

สิวอักเสบ (Inflammatory ance หรือ Papulopustular acne ) คือการที่สิวอุดตัน ที่ได้รับการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Propionibacterium acne( P.acne) แล้วแบคทีเรียนี้ ปล่อยเอนไซม์ที่จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ โดยมีความรุนแรงแตกต่างกัน แล้วแต่จำนวนเชื้อ และขนาดของสิวที่อุดตัน แล้วมีการเรียกชื่อแตกต่างกัน บางคน

อาจแบ่งเป็นประเภทตามลักษณะของสิวอักเสบดังนี้

ประเภทของสิวอักเสบ แบ่งได้เป็น

- สิวนูนแดง (Papule)

- สิวหัวหนอง ( Pustule)

- สิวหัวช้าง (acne conglobata)-มักเกิดแผลเป็นเมื่อหาย

- สิวซีสต์ (acne cyst) -มักเกิดแผลเป็น เมื่อหาย

- สิวตุ่มนูนหนอง(Papulopustular acne )-มักเกิดแผลเป็นเมื่อหาย

ผลข้างเคียงจากการเกิดสิวอักเสบ มักเกิดได้บ่อย ถ้าไม่รีบรักษา คือ

1. รอยดำจากสิว

2. รอยแดงช้ำ ซึ่งอยู่ได้นาน เป็นเดือนๆ

3. รอยหลุมจากสิว หรือ Icepick-scar

การรักษาสิวอักเสบ แบ่งได้ดังนี้

1. Benzoyl peroxide- เป็นตัวยาที่ลดจำนวนเชื้อแบคทีเรีย P.acne และลดการอักเสบได้ดี 50-70 % ของสิวอักเสบ มักอยู่ในรูปของครีม หรือเจล ความเข้มข้นตั้งแต่ 2.5-5 % BP. โดยมักใช้ทาทิ้งไว้ 5-10 นาทีแล้วล้างออก เนื่องจากมีการระคายเคือง ถ้าทาทิ้งไว้ อาจทำให้ผิวหน้าแสบ แดง และแห้งเป็นขุยได้ มักใช้รักษาสิวอักเสบนูนแดงได้ดี

2. Antibiotics (ยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้อักเสบ) มีใช้หลายตัว อาจอยู่ในรูปโลชั่น ครีม หรือยารับประทานที่ใช้ในการกำจัดเชื้อสิว P.acne ที่ใช้กันบ่อยได้แก่

2.1 Tetracycline มักให้รับประทาน วันละ 2-4 แคบซูล แต่มีผลข้างเคียงทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ ดังนั้นแพทย์มักให้รับประทานหลังอาหาร

2.2 Doxycycline มักให้ในรูปรับประทาน วันละ 1-2 แคบซูล แต่มีผลข้างเคียงทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ ดังนั้นแพทย์มักให้รับประทานหลังอาหาร

2.3 Minocycline มักให้ในรูปรับประทาน วันละ 1 แคบซูล รักษาสิวได้ดี แต่ราคายาค่อนข้างแพง

2.4 Erythromycin-มีทั้งในรูปของครีมทาสิว และยารับประทานวันละ 2-4 เม็ด

2.5 Clindamycin-มีทั้งในรูปของครีมทาสิว โลชั่นทาสิว มักนิยมใช้ เนื่องจากไม่มีผลข้างเคียงและรักษาสิวอักเสบได้ดี

2.6 Co-trimoxazole-มักให้ในรูปรับประทานวันละ 2-4 เม็ด มักใช้รักษาสิวที่เกิดจากพวกแกรมลบ หรือ แบคทีเรียพวกไม่ใช้ออกซิเจน

3. ยาคุมกำเนิด เช่น Dian-21 มักใช้เฉพาะในผู้หญิง เพื่อควบคุมการเกิดสิวที่เกิดจากฮอร์โมนเพศ

4. ยารับประทานต้านฮอร์โมนเพศชายแอนโดรเจน ที่ใช้บ่อยคือ spironolactone มักให้เฉพาะในผู้หญิงเช่นกัน

5. Azeleic aicd - มักใช้ในรูปยาทา 20 % Azeleic acid( Skinoren) มักใช้ในระยะแรก แต่อาจระคายเคืองได้

6. ยากลุ่ม Retinoids เช่น Roaccutane,Isotretinoin ใช้รักษาได้ทั้งสิวอุดตัน และสิวอักเสบรุนแรง ที่ไม่ตอบสนองหรือดื้อต่อยาแก้อักเสบ หรือยาปฏิชีวนะในข้อ 2 แต่ยาค่อนข้างมีราคาแพง และห้ามใช้ในสตรีมีครรภ์ และให้หยุดยาก่อนการตั้งครรภ์ 1 เดือน

7. การฉีดสิว กรณีที่สิวอักเสบรุนแรง นูนแดงเจ็บ สิวหัวช้าง เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็น และทำให้สิวหายได้เร็ว ควรกระทำโดยแพทย์ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น เนื่องจากอาจเกิดรอยหลุมแผลเป็นจากยาได้

8. การรักษาสิวอักเสบด้วยคลื่นแสง ( Acne PhotoClearing) โดย เครื่องมือ Clearlight ซึ่งเป็นวิวัฒนาการด้านผิวพรรณที่ทันสมัยและกำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ และในประเทศไทย ได้เริ่มมีการนำมาใช้รักษาบ้างแล้วบางคลินิก และได้มีการเปรียบเทียบการรักษาสิวด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะ การทาครีมรักษาสิวอักเสบ ได้ผลเปรียบเทียบ จะพบว่าคนไข้จะหายในระยะเวลาที่สั้นกว่าปกติ เหมาะสำหรับคนไข้กระเป๋าหนัก และมีเวลาว่างมากพอในการที่จะมาที่คลินิกประจำ และไม่ชอบการรับประทานยาหรือการทาครีมรักษาสิว อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่

 

เรียบเรียงใหม่โดย

นพ.จรัสพล รินทระ 02/05/2005

ลงบทความโดย นางอุมา อัจฉยสวัสดิ์

 





© 2001-2010. TARAD.com. All Rights Reserved.